ข้างบ้านน่ะตัวแสบ 19.2

posted on 21 Apr 2008 00:23 by skysonatapjj

 

 

ผมกับไอ้น้องไม้เดินจนทั่วโรงอาหารอยู่นานก็ยังไม่เห็นวี่แววพวกแฝด  กดโทรศัพท์หาจนแบต แทบจะหมดก็ยังบอกฝากข้อความเหมือนเดิม ตะโกนด่าฝากข้อความไปสิบๆรอบก็ยังไม่มีสัญญาณตอบกลับใดๆ  เข้าไปตามหาในหอสมุดก็ยังไม่เจออีกเหมือนเดิม เริ่มโมโห  อยากฆ่าน้อง  ไม่ใช่อะไร  นี่ก็เย็นแล้ว   เอาไงดี  หรือว่ากลับบ้านไปก่อนแล้วค่อยเอามอไซค์ออกมาตามอีกที  

 

 

“กลับกันก่อนเถอะ  เดี๋ยวไงพี่จะมอไซค์มาตามพวกมันอีกที”

 

 

ไม่อยากให้ไอ้เชนต้องมานั่งรอด้วยครับ  ไม่ใช่เป็นห่วงมัน  แต่ขี้เกียจให้ไอ้สองตัววินไม้มารอด้วย  รอกันไปรอกันมาเดี๋ยวจะมีเรื่องอีก 

 

 

“รออีกสักพักไม่ดีกว่าเหรอพี่นิค  เดี๋ยวเกิดสองคนนั้นกลับมาจะคลาดกันนะ” 

 

 

ไอ้น้องไม้ให้ความเห็น  แต่ผมไม่รอละ  ปลอดภัยไว้ก่อน  ต้องพยายามไม่ให้พวกแฝดกับวินไม้อยู่ใกล้กัน 

 

 

“ช่างเถอะ  กลับกันก่อนดีกว่า”

 

 

ผมเดินนำน้องไม้เวอร์ชั่นกินยาผิดลัดเลาะไปตามตึกเรียนเพื่อกลับซุ้มสาขา  แต่ในจังหวะที่ต้องเดินลัดตึกเรียนรวมเพื่อข้ามถนนไปยังฝั่งคณะวิศวะ  น้องไม้มันก็สะกิดเรียกผมแล้วเงยหน้าชี้ไปที่ชั้นสองของตึกเรียน  พอผมเงยหน้าขึ้นมองตามก็เห็นหลังไวๆ ของผู้ชายสวมเสื้อยืดสีดำเหมือนที่เนมมันใส่ออกจากบ้านเมื่อเช้า   ส่วนสูงประมาณนี้   แถมไว้ทรงผมตามกฎกระทรวงศึกษาธิการอีก  ไอ้เนมแน่ๆเลยครับ  ผมตะโกนเรียกเสียงชื่อน้องดังลั่นแต่มันไม่ได้ยิน  แถมยังเดินเร็วอย่างกับเป็นผี   ไอ้นิคเลยต้องสปีดฝีเท้าวิ่งขึ้นบันไดตามไป  ว่าแต่มันขึ้นตึกเรียนรวมไปทำไมวะ  

 

 

“ไม้กลับไปรอที่ซุ้มนะ   ไม่ต้องตามมา    เนม  อยู่ไหนน่ะ”  

 

 

ตะโกนบอกไอ้น้องไม้แล้วก็หันไปเรียกไอ้เนมอีกที นึกในใจว่าถ้าเจอพวกแฝดจะเขกกะโหลกสักสองสามทีแรงๆ   พยายามเดินไปดูตามห้องต่างๆ เผื่อมันจะเล่นพิเรนมาแอบอยู่แถวๆนี้ แต่เปิดประตูเข้าไปดูตามห้องเรียนจนเกือบจะครบทั้งชั้นแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววสิ่งมีชีวิตใดๆ ไอ้นิคชักเริ่มสยอง ตึกเรียนใหญ่ๆ ไฟสลัวๆ เงียบกริบผิดกับตอนกลางวันเพราะไม่มีคน    ตอนโพล้เพล้แบบนี้ในสถานที่อันเป็นตำนานเรื่องเล่าสยองขวัญสุดฮิตของมหาลัย  ถึงจะไม่ค่อยกลัวผี  แต่พอบรรยากาศวังเวงอย่างนี้มันก็ชวนหวาดเสียวไม่น้อย กำลังคิดไปฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อยจู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนเสียการทรงตัว  รับรู้ถึงแรงผลักที่หลังพร้อมกับล้มวูบ  ผมหน้าคะมำเซถลาเข้าไปในห้องเรียน  เกือบลงไปจับกบบนพื้นห้องถ้าไม่คว้าโต๊ะไว้ทัน   พร้อมกับเสียงประตูปิดดังโครมใหญ่อยู่ข้างหลัง  วินาทีนั้นคำๆ เดียวที่ผุดขึ้นในสมองคือ  ชิบหายแล้ว

 

 

“แมร่ง  เวงตะไล” 

 

 

ผมสบถลั่นแล้วฉุกคิดขึ้นมาได้   ห่ะเอ้ย  นี่กุโดนไอ้เด็กไม้มันหลอกเอาเหรอเนี่ย  ตะโกนด่าด้วยความโกรธอีกครั้งเมื่อเขย่าประตูแล้วพบว่ามันล็อคแน่นสนิท  นี่เล่นแรงถึงขนาดขังไว้ในตึกเรียนเลยนะมรึง    อย่าให้กุออกไปได้เชียว   พ่อซัดไม่เลี้ยงแน่   จะโทรหาไอ้เชน  แต่ยังไม่ทันได้กดโทรออกไฟบนหน้าจอก็ดับพรึ่บ  เพราะก่อนหน้านี้โทรตามไอ้พวกน้องๆจนแบตอ่อน        

 

 

“ห่ะเอ้ย  เศือกมาหมดอะไรเอาตอนนี้วะ” 

 

 

ไอ้นิคเลยสบถลั่นต่ออีกยาวเหยียดเป็นมหากาพย์ไตรภาค   พยายามเขย่าประตู   ตะโกนเรียกยังไงก็ไร้วี่แววคนมาช่วย   นึกไปถึงลุงภารโรง   ปกติลุงจะมาปิดตึกตอนหนึ่งทุ่ม   ก้มลงมองนาฬิกา  แล้วแทบจะลุกขึ้นเต้นเพลงน้ำตาจ่าโทเวอร์ชั่นเทคโนแด๊นซ์ขอบคุณฟ้าดิน   อีกแค่สิบห้านาทีเท่านั้น  คิดแล้วก็ไปเปิดไฟให้สว่างทั่วห้องเผื่อลุงจะสังเกตเห็นง่ายขึ้น

 

 

นับถอยหลังรอเวลาอย่างใจจดใจจ่อ  จ้องนาฬิกาข้อมือแบบไม่ให้พลาดสักวินาที  ในตอนนั้นเองผมก็ได้ยินเสียงลูกบิดขยับและประตูก็เปิดออก 

 

ไอ้นิคดีใจเหมือนถูกหวย   ว่าแต่มันเพิ่งผ่านไปแค่ 5 นาทีเองนะ  หรือว่าลุงภารโรงมาก่อนเวลา 

 

 

“พี่นิค  อยู่นี่เอง  เค้าเป็นห่วงแทบแย่  ไม่เป็นไรนะ”   เป็นไอ้แนนครับ  มันโผเข้ามากอดผมทันทีที่ประตูเปิดออก          

 

 

“ไม่เป็นไร  แต่ที่แน่ๆขอไปชำระแค้นก่อนเถอะ” 

 

 

โมโหครับ  หน้ามืดตามัว  พอออกมาได้ไอ้นิคงี้วิ่งเลย  เป้าหมายอย่างเดียวตอนนี้คือจัดการไอ้น้องไม้ให้ตายกันไปข้างหนึ่ง   พอไปถึงซุ้มผมก็ตรงดิ่งเข้าไปหาไอ้ตัวการทันที 

 

 

“มรึงคิดว่าทำงี้แล้วจะจัดการกุได้เหรอ” 

 

 

ผมคว้าคอเสื้อไอ้เด็กหน้าไหว้หลังหลอกแล้วเขย่าแรงๆจนหัวมันแทบหลุด  น้ำตาไอ้น้องไม้ไหลพรากๆ พูดแต่    พี่นิคผมเจ็บๆ    แต่ตอนนี้ผมมีแต่ความโกรธเกินกว่าจะสนใจอะไร   มิหนำซ้ำยังคิดอีกว่ามันก็แค่น้ำตาที่ไอ้เด็กนี่มันบีบออกมาเพื่อให้คนอื่นเห็นใจและหลงเชื่อหน้าอ่อนๆของมันนั่นแหละ  

 

 


“พอแล้วนิค”   ไอ้เชนแยกตัวผมออกจากการฆาตกรรมน้องไม้แล้วตวาดเสียงดัง

 

 

“กุไม่พอ  แมร่ง  คิดจะแกล้งกุเหรอ  ปัญญาอ่อนน่ะสิ  คิดว่าขังกุไว้แบบนั้นแล้วเรื่องจะจบเหรอ”

 

 

ผมผวาจะเข้าไปซัดไอ้เด็กตอแหลแต่โดนเนมคว้าตัวไว้  

 

 

“ขังอะไร”   ไอ้เชนมองหน้าผมกับไอ้น้องไม้สลับกัน   แต่  หนอย....ดูมัน  โอบกันซะขนาดนั้น

 

 

“พี่นิคไปตามหาพวกผม  พอเดินผ่านตึกเรียนรวม  พี่นิคก็โดนผลักแล้วปิดล็อคขังไว้ในห้องเรียน  จนผมตามไปเจอ”

 

 

ไอ้แนนเล่าแทนเมื่อเห็นว่าพี่มันได้แต่ยืนหอบหายใจ  หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ  หน้าตาถมึงทึง   พยายามจะวางมวยกับเด็กให้ได้

 

 

“แล้วตอนที่กุโดนขัง  กุก็อยู่กับไอ้เด็กนี่แค่สองคน”

 

 

ไอ้น้องไม้มันสะอื้นน้ำตาเปรอะหน้า  มือก็เกาะแขนไอ้เชนไว้แน่น  เออ  ออเซาะกันเข้าไป  ทำไมมรึงไม่พากันกลับบ้านแล้วไปโอ๋กันบนเตียงเลยวะ  ผมยั๊วะจัด

 

 

 

“ไม้ไม่ได้ทำนะพี่เชน   พอพี่นิคเห็นมีคนเหมือนเนมเดินอยู่บนตึกก็สั่งให้ไม้กลับมาที่ซุ้ม  แล้วพี่นิคก็วิ่งตามขึ้นไป   ไม้ก็เลยกลับมาที่ซุ้มตามที่พี่นิคบอก  ไม้ไม่ได้ทำจริงๆ”

 

 

แล้วมันก็ร้องไห้อีก

 

 

“ยังจะบอกว่าไม่ได้ทำอีก   ถ้าไม่ใช่มรึงแล้วหมาตัวไหนมันจะทำ  ไอ้คนที่มรึงบอกว่าเหมือนเนมก็เพื่อนมรึงล่ะสิ  ล่อให้กุวิ่งตามแล้วถือโอกาสผลักกุเข้าไปขังในห้อง”

 

 

ไอ้นิคผวาเข้าหาจะเอาเรื่องอีกฝ่ายให้ได้  แต่โดนไอ้โย่งกันตัวไว้

 

 

“ใจเย็นๆสินิค   บางทีอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันก็ได้”  

 

 

ดูไอ้เชนมันพูด  แมร่ง  มรึงเป็นพระเอกละครหลังข่าวรึไงวะ   เข้าใจผิดบ้าบออะไร  ก็ทั้งตึกมีแค่ไอ้เด็กเวรนี่กับผมแค่สองคนเท่านั้น  ถ้าไม่ใช่ไอ้ไม้แล้วใครจะทำ  เข้าข้างกันดีนักใช่มั้ย 

 

 

“เข้าใจผิดเหรอ  มรึงเข้าข้างไอ้เด็กนี่น่ะสิ  เออ  ดี  ปกป้องกันให้ได้ตลอดล่ะ  อย่าเผลอแล้วกัน”

 

 

ไอ้เชนมันเข้ามาคว้ามือผมไว้   ปล่อยให้ไอ้น้องไม้ยืนสะอื้นฮักๆอยู่กับไอ้น้องวิน

 

 

“ใจเย็นก่อนได้มั้ยนิค  แล้วคิดดูดีๆว่าเห็นกับตารึเปล่าว่าไม้เป็นคนล็อคประตูจริงๆ”